เปลี่ยนให้สุด แล้วหยุดอดอาหาร

ไม่กินก็คือไม่อ้วน - ความเชื่อผิดๆ ที่พาชีวิตหลุดไม่พ้นวงจรโยโย่ เอฟเฟกต์

         หยุด! ความเชื่อผิดๆ ที่มีมาโดยตลอดว่าจะลดน้ำหนักได้ไวต้องอดอาหารหรือกินให้น้อยที่สุด แม้ว่าวิธีนี้จะเคยใช้ได้ผลมาแล้ว แต่นั่นคือ หนึ่งในสาเหตุของการเกิดโยโย่ เอฟเฟกต์ (Yoyo Effect) เพราะเมื่อเราอดอาหาร หรือกินน้อยเกินไป ในเริ่มแรกแม้เราจะเห็นว่าน้ำหนักเราลดลง แต่ต่อมาร่างกายจะเริ่มปรับตัวเพื่อความอยู่รอดโดยการกำจัดส่วนที่ใช้พลังงานมากของร่างกายออก นั่นคือ กล้ามเนื้อ และทำการสะสมแหล่งพลังงาน หรือก็คือไขมันแทน เพื่อเป็นแหล่งพลังงานสำรองในยามอด ทีนี้เมื่อเรากลับมากินเป็นปกติ ร่างกายจะเผาผลาญได้ไม่ดีเท่าเก่า ซ้ำร้ายพลังงานที่เกินกว่าจะเผาผลาญได้ จะถูกเก็บในรูปไขมันทำให้น้ำหนักกลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

 

 

         ไม่เพียงแต่เกิดโยโย่ เอฟเฟกต์ แต่การอดอาหารหรือได้รับสารอาหารไม่เพียงพอยังมีผลต่อตับของเราอีกด้วย เพราะตับ ทำหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับการสร้างพลังงาน หากเรากินน้อยเกินไปหรือกินสารอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งนานเกินไป เช่น จำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรต  หรือ การกินโลว์คาร์บ (Low Carb) ในระยะเวลาที่นานเกินไป ลักษณะเช่นนี้ มักจะต้องกินโปรตีนสูง จะส่งผลต่อการสร้างสารพิษให้เกิดขึ้นที่ตับและในกระแสเลือดมากขึ้น สุดท้ายจะส่งผลเสียต่อระบบไต และการทำงานของแต่ละอวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย

  

เปลี่ยนการอดอาหาร เป็นการกินแบบไหนดี?

         การลดน้ำหนักที่ถูกวิธีจึงเป็นการควบคุมอาหาร ไม่ใช่การอดอาหารหรือกินน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการมากเกินไป แนะนำว่า ควรควบคุมพลังงานที่รับเข้าไปในแต่ละวันให้เหมาะสมกับกิจกรรมที่เราต้องทำในแต่ละวัน และลดจำนวนแคลอรีลง 15-20% ของพลังงานที่ต้องการใช้ในแต่ละวัน แต่ไม่ควรน้อยกว่า อัตราการเผาผลาญพื้นฐาน หรือ BMR และที่สำคัญคือ ไม่ควรกินน้อยกว่า 1,200 แคลอรีต่อวัน เพราะการกินอาหารพลังงานต่ำ มีการศึกษาที่พบว่า ไม่ส่งผลดีต่อการลดน้ำหนักในระยะยาว และยังมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโยโย่ เอฟเฟกต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การกินอาหารพลังงานต่ำมาก (<800 กิโลแคลอรี) สถาบันสุขภาพแห่งชาติ (สหรัฐอเมริกา) (National Institute of Health : NIH) รายงานว่า ไม่สามารถช่วยลดน้ำหนักและคงรักษาน้ำหนักที่ดีได้ในระยะยาว วิธีง่ายที่ช่วยการจัดการพลังงานของท่านในแต่ละวันคือ การบันทึกแคลอรีที่รับประทานในทุกมื้อ วิธีการนี้นอกจากช่วยให้จัดการพลังงานในแต่ละวันได้อย่างเหมาะสมแล้วยังจะเป็นป้องกันโยโย่ เอฟเฟกต์ไปในตัว

         นอกจากนี้หากต้องการลดน้ำหนักและควบคุมได้ดีในระยะยาวแล้ว สิ่งสำคัญคือการจัดสัดส่วนของอาหารทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมันให้เหมาะสมในแต่ละวัน แนะนำว่าในช่วงลดน้ำหนัก ควรปรับปริมาณสัดส่วนของโปรตีน:คาร์โบไฮเดรต:ไขมัน คือ 30% : 40% : 30% ของพลังงานที่ต้องการใช้ในแต่ละวัน และเมื่อเข้าสู่ช่วงรักษาน้ำหนักสามารถปรับเป็น 20% : 50% : 30%  เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่สมดุลมากขึ้น

 

เปลี่ยนตัวเองเป็นคน “เลือกกิน”

         สิ่งสำคัญไม่เพียงแต่สัดส่วนของสารอาหารเท่านั้น แต่ประเภทของสารอาหารที่เลือกรับประทานก็มีความจำเป็น เช่น ควรเลือกกินคาร์โบไฮเดรตประเภทเชิงซ้อนหรือแปรรูปน้อยๆ จำพวกข้าวและแป้งไม่ขัดสี ธัญพืช อย่างเช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท เพราะร่างกายย่อยและดูดซึมได้ช้ากว่า ทำให้อิ่มอยู่ท้องนานกว่า ส่วนไขมันเป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อการควบคุมน้ำหนัก ควรเลือกกิน “ไขมันไม่อิ่มตัว”ให้มากขึ้น เช่น ปลาแซลมอน อโวคาโด ถั่วต่างๆ น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว เพราะไขมันที่ดี เป็นไขมันที่ช่วยลดการอักเสบ นอกจากนี้ไขมันที่จำเป็นยังช่วยในกระบวนการเผาผลาญอีกด้วย ไขมันยังเป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ต่างๆ ที่ช่วยสร้างการเจริญเติบโตของร่างกายและช่วยด้านพัฒนาการของสมอง ส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยในการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามินเอ ดี อี และเค และเป็นแหล่งของพลังงานในการทำกิจกรรมต่างๆ

         การลดน้ำหนักที่ถูกต้อง และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพจะต้องคำนึงถึงสมดุลของพลังงานที่กินเข้าไปและเผาผลาญออกมา หรือ ก็คือ การควบคุมอาหารและการออกกำลังกายให้เหมาะสม เพราะการกินอาหารและการใช้พลังงานที่ไม่สมดุล เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการเกิดภาวะโยโย่

         เปลี่ยนตัวเองให้สุดด้วยโปรแกรมควบคุมน้ำหนักบอดี้คีย์บายนิวทริไลท์ ที่ช่วยออกแบบแผนการกินเข้าและเผาผลาญออกเฉพาะบุคคล บันทึกกิจกรรมและปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดน้ำหนักอย่างการนอนหลับด้วยอินบอดี้วอทช์ และบอดี้คีย์แอพพลิเคชั่น พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์ทดแทนมื้ออาหารบอดี้คีย์ที่ทำให้เรื่องการคุมแคลอรีและสัดส่วนสารอาหารทำได้ง่าย  พิสูจน์แล้วลดได้จริงไม่โยโย่ ดูเรื่องราวของผู้ใช้จริงได้ ที่นี่